ต้อหิน คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา โดยจักษุแพทย์

ต้อหิน

ต้อหิน…ภัยเงียบของดวงตา ทำไมผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนสายเกินไป?

ท่ามกลางความก้าวหน้าทางการแพทย์ยุคใหม่ ยังมีโรคหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังดวงตาที่ดูปกติ นั่นคือ ต้อหิน โรคที่ค่อย ๆ พรากการมองเห็นไปทีละน้อยโดยไม่ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดให้เจ้าของดวงตาได้ทันสังเกต DOCTORBOND CLINIC ขอพาทุกท่านทำความเข้าใจภัยเงียบนี้อย่างละเอียด เพื่อให้การมองเห็นอันล้ำค่ายังคงอยู่กับท่านไปอีกยาวนาน

ต้อหินคืออะไร? ทำความเข้าใจโรคที่ค่อย ๆ ทำลายการมองเห็นโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม ต้อหิน ถึงน่ากลัว เราต้องเข้าใจก่อนว่าโรคนี้คืออะไรและทำร้ายดวงตาอย่างไร 

ต้อหิน (Glaucoma) คือกลุ่มโรคตาที่ทำให้เกิดการทำลาย เส้นประสาทตา อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับภาวะ ความดันลูกตาสูง แม้บางกรณีจะพบว่าความดันลูกตาอยู่ในเกณฑ์ปกติแต่ยังคงเกิดการทำลายเส้นประสาทตาได้เช่นกัน โรคนี้ไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มโรคที่แบ่งย่อยได้หลายชนิด เช่น ต้อหินมุมเปิด ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดและดำเนินโรคอย่างช้า ๆ กับต้อหินมุมปิด ซึ่งอาจเกิดแบบเฉียบพลันและรุนแรงกว่ามาก

กลไกการทำลายเส้นประสาทตา เส้นประสาทตาทำหน้าที่ส่งภาพที่ตาเห็นไปให้สมองแปลผล เมื่อความดันในลูกตาสูงขึ้นเรื่อยๆ แรงดันนั้นจะไปกดทับเส้นใยประสาทตาทีละนิด จนเซลล์ประสาทค่อยๆ ตายลง และที่น่าเสียดายคือเซลล์เหล่านี้เมื่อตายแล้วจะไม่ฟื้นกลับมาทำงานได้อีกเลย 

เหตุใดจึงถูกเรียกว่า Silent Thief of Sight ในวงการแพทย์ตานานาชาติ ต้อหิน ถูกเรียกว่า “Silent Thief of Sight” หรือ “โจรเงียบที่ขโมยการมองเห็น” เพราะส่วนใหญ่คนเป็นจะไม่รู้สึกเจ็บหรือผิดปกติอะไรเลยในช่วงแรก กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสูญเสียลานสายตาไปพอสมควรแล้ว

ทำไมต้อหินจึงเป็น “ภัยเงียบ” ของดวงตา ทั้งที่ผู้ป่วยจำนวนมากยังมองเห็นได้ตามปกติ

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมดวงตาถึงถูกทำลายไปเรื่อย  ๆ โดยที่เจ้าของตาไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

โรคดำเนินอย่างช้า ๆ ต้อหิน ชนิดที่พบบ่อยที่สุดอย่างต้อหินมุมเปิด มักดำเนินโรคช้ามาก อาจกินเวลาเป็นปีหรือหลายปี เพราะการทำลายเกิดขึ้นทีละนิด สมองเราจึงมีเวลาปรับตัวชดเชยภาพที่ขาดหายไปได้เรื่อยๆ

การสูญเสียลานสายตา สิ่งที่ทำให้ ต้อหิน อันตรายกว่าที่คิดคือ มันมักเริ่มทำลายลานสายตาจากขอบภาพก่อน แล้วค่อยๆ กินเข้ามาตรงกลาง ต่างจากโรคตาอื่นที่มักกระทบตรงกลางก่อน คนเป็นจึงยังมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ชัดเจนอยู่ ทั้งที่ภาพรอบข้างแคบลงไปเรื่อยๆ แล้ว

เหตุผลที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว อีกเหตุผลหนึ่งคือ ตาสองข้างช่วยกันทำงาน สมองจะเอาภาพจากตาข้างที่ยังดีมาเติมส่วนที่ขาดของตาข้างที่เป็นโรค คนเป็นจึงไม่ทันสังเกตความผิดปกติ จนกว่าโรคจะลุกลามไปมากทั้งสองข้างแล้ว นี่คือเหตุผลที่จักษุแพทย์ของ DOCTORBOND CLINIC มักแนะนำให้ตรวจตาเป็นประจำ ไม่ต้องรอให้มีอาการก่อนถึงจะมาตรวจ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นต้อหินมากกว่าคนทั่วไป?

ต้อหิน

ต้อหิน เกิดได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มก็มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปชัดเจน

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

  • อายุ: ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยง โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป และเสี่ยงชัดเจนขึ้นอีกในวัย 60 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม: ถ้าคนในครอบครัวเคยเป็น ต้อหิน มาก่อน ความเสี่ยงของเราก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • เบาหวาน: น้ำตาลในเลือดสูงส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาทตา ทำให้เสี่ยงมากขึ้น
  • ความดันโลหิต: ทั้งความดันสูงและต่ำเกินไปก็ล้วนกระทบการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทตาได้ทั้งคู่
  • สายตาสั้นมาก: คนที่สายตาสั้นมากๆ มีโครงสร้างลูกตาที่เสี่ยงต่อต้อหินมุมเปิดมากกว่าคนสายตาปกติ
  • การใช้ยาสเตียรอยด์: ใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะยาหยอดตา ยากิน หรือยาพ่น ก็อาจทำให้ความดันตาสูงขึ้นจนกลายเป็น ต้อหินจากสเตียรอยด์ (Steroid-induced Glaucoma) ได้

สังเกตอาการของต้อหินอย่างไร และเมื่อใดควรรีบพบจักษุแพทย์

แม้จะเป็นภัยเงียบ แต่ ต้อหิน ก็ยังพอมีสัญญาณให้สังเกตได้อยู่บ้าง

อาการระยะแรก ช่วงแรก  ๆ แทบไม่มีอาการอะไรให้เห็นชัด บางคนอาจรู้สึกว่ามองขอบภาพไม่ค่อยชัดนิดหน่อย หรือปรับตาเข้าที่มืดได้ช้าลงกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนน่าตกใจในความรู้สึกของคนเป็นเอง

อาการของต้อหินเฉียบพลัน ต่างจากต้อหินมุมเปิดที่ค่อยเป็นค่อยไป ต้อหินมุมปิดแบบเฉียบพลันจะมาแรงและชัดเจนมาก เช่น ปวดตารุนแรง ตาแดง มองเห็นพร่ามัวขึ้นมาทันที เห็นแสงเป็นรุ้งรอบดวงไฟ ปวดหัวข้างเดียว ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน ถือเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

สัญญาณที่ไม่ควรรอ ถ้ามีอาการปวดตารุนแรงแบบทันทีทันใด ตาแดงร่วมกับปวดหัว หรือรู้สึกว่ามองเห็นแคบลงชัดเจน อย่ารอดูอาการเองที่บ้าน ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการมองเห็นที่หายไปจาก ต้อหิน เรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว

การตรวจวินิจฉัยต้อหินในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง และเหตุใดการตรวจตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญ

ต้อหิน

การตรวจเจอ ต้อหิน ตั้งแต่เนิ่น ๆ คือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยรักษาการมองเห็นเอาไว้ได้นานที่สุด

การตรวจที่จักษุแพทย์มักใช้

  • วัดความดันลูกตา (Tonometry): การตรวจพื้นฐานที่สุด เพื่อดูว่าความดันในลูกตาสูงเกินไปหรือไม่
  • ตรวจขั้วประสาทตา: แพทย์จะดูลักษณะของขั้วประสาทตาโดยตรง เพื่อดูว่ามีร่องรอยถูกทำลายแล้วหรือยัง
  • OCT (Optical Coherence Tomography): เทคโนโลยีสแกนภาพตัดขวางของเส้นใยประสาทตาแบบละเอียด ช่วยเจอความผิดปกติได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการเลย
  • Visual Field: การตรวจดูขอบเขตลานสายตา เพื่อดูว่ามีส่วนไหนสูญเสียไปแล้วบ้าง
  • Gonioscopy: การตรวจมุมตา เพื่อแยกว่าเป็น ต้อหิน ชนิดมุมเปิดหรือมุมปิด ซึ่งจะทำให้แนวทางรักษาต่างกันไป

พอตรวจครบทุกอย่างนี้ จักษุแพทย์ของ DOCTORBOND CLINIC ก็จะวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้นมาก และวางแผนรักษาที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคนได้ตรงจุด

แม้ไม่สามารถฟื้นฟูการมองเห็นที่สูญเสียไปได้ แต่ต้อหินสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ข่าวดีท่ามกลางความน่ากลัวของ ต้อหิน คือ แม้จะเรียกคืนการมองเห็นที่เสียไปแล้วไม่ได้ แต่ถ้ารักษาอย่างถูกต้อง ก็ชะลอไม่ให้โรคลุกลามต่อได้ และรักษาการมองเห็นที่ยังเหลืออยู่ไว้ได้จริง

แนวทางรักษา เริ่มต้นจากการควบคุมความดันตาด้วยยาหยอดตา ถ้ายาเพียงอย่างเดียวคุมไม่อยู่ แพทย์อาจพิจารณาให้ทำ โปรแกรมเลเซอร์รักษาต้อหิน เพื่อช่วยให้ของเหลวในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็อาจต้องทำ โปรแกรมผ่าตัดต้อหิน เพื่อสร้างทางระบายใหม่ และคุมความดันตาให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยในระยะยาว

การติดตามอาการ เพราะ ต้อหิน เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลไปตลอดชีวิต คนไข้จึงต้องมาตรวจตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าความดันตายังคุมได้ดีอยู่ไหม และเส้นประสาทตายังไม่ถูกทำลายเพิ่มเติม

ความสำคัญของการรักษาต่อเนื่อง สาเหตุที่พบบ่อยของการสูญเสียการมองเห็นในคนไข้ ต้อหิน คือ พอรู้สึกว่าอาการดีขึ้นก็เลิกใช้ยาเอง หรือขาดนัดตรวจ ทั้งที่จริงๆ แล้วโรคยังคงดำเนินต่อไปเงียบๆ อยู่ดี การรักษาต่อเนื่องจึงสำคัญมากที่สุดสำหรับโรคนี้

ต้อหินส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง

หลายคนไม่ทันคิดว่า ต้อหิน จะกระทบชีวิตประจำวันได้ขนาดไหน พอลานสายตาแคบลง การขับรถตอนกลางคืนหรือช่วงแสงน้อยจะทำได้ยากขึ้น เพราะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่บริเวณขอบสายตา การอ่านหนังสือ การเดินขึ้นลงบันได หรือแม้แต่การหาของบนโต๊ะ ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วยโดยที่ตัวเองอาจไม่ทันสังเกต จนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นบ่อยครั้งเข้า

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับต้อหิน

หลายคนคิดว่า ต้อหิน ต้องปวดตาเสมอ ทั้งที่จริงๆ คนเป็นส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย บางคนคิดว่าถ้ายังมองเห็นชัดอยู่ แปลว่าไม่น่าจะเสี่ยงเป็นต้อหิน ทั้งที่จริงๆ ตรงกลางอาจยังชัดอยู่ แม้ลานสายตารอบๆ จะเสียไปมากแล้วก็ตาม และอีกความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือคิดว่ารักษาแล้วหายขาดได้ ทั้งที่เป้าหมายจริงๆ ของการรักษาคือชะลอโรคและรักษาสิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่รักษาให้หายขาด

เพราะการมองเห็นไม่สามารถทดแทนได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

ต้อหิน เป็นโรคที่ป้องกันไม่ให้เสียการมองเห็นได้ ถ้าเจอตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ถ้าเสียหายไปแล้วก็แทบเรียกคืนไม่ได้เลย DOCTER BOND CLINIC จึงอยากชวนทุกคน โดยเฉพาะใครที่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยงตามที่พูดไป ลองแวะมาตรวจสุขภาพตาแบบละเอียดดูสักครั้ง เพราะการมองเห็นเป็นสิ่งที่หาอะไรมาแทนไม่ได้ และป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าต้องมาเสียใจทีหลังเสมอ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับต้อหิน

ถาม: ต้อหินเป็นแล้วตาบอดเลยหรือไม่?
ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าตรวจเจอตั้งแต่ระยะแรกและรักษาต่อเนื่อง คนไข้ส่วนใหญ่ยังรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ไว้ได้อีกนาน

ถาม: ต้อหินกับต้อกระจกต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ต้อกระจกคือเลนส์แก้วตาขุ่นมัว ซึ่งผ่าตัดแล้วกลับมามองเห็นชัดได้ ส่วน ต้อหิน คือเส้นประสาทตาถูกทำลาย ซึ่งเมื่อเสียหายแล้วจะไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม

ถาม: ควรตรวจคัดกรองต้อหินบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: คนอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนคนที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจถี่กว่านั้นตามที่จักษุแพทย์แนะนำ

ถาม: ต้อหินถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ไหม?
ตอบ:  ได้ ถ้าคนในครอบครัวเคยเป็น ต้อหิน มาก่อน ความเสี่ยงของเราก็จะสูงกว่าคนทั่วไป ควรแจ้งประวัติครอบครัวให้แพทย์ทราบทุกครั้งที่ตรวจ